begining of the exchange year

posted on 14 Oct 2007 22:00 by steakancheeze  in diary-of-destiny

เริ่มเรื่องก่อนละกัน.. เมื่อสามเดือนที่แล้ว ตอนที่ฉันกำลังจะออกเดินทางในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยนจากประเทศไทยระยะเวลาหนึ่งปี


1 Aug 07



นับตั้งแต่วันที่ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิมุ่งหน้าสู่ออสโล เมืองหลวงแห่งดินแดนพระอาทิตย์เที่ยงคืน ฉันก็ไม่ได้พบกับพ่อแม่พี่น้องอีก..



ความรู้สึกในตอนแรกมันว่างเปล่า เรียกว่าไม่รู้สึกอะไรน่าจะได้ ไม่หวั่นไหวแต่ก็ไม่มั่นคง ไม่คิดถึง แต่ก็ไม่ได้เย็นชาขนาดที่ว่าจะไม่ได้อ้างว้าง อาจจะเป็นเพราะความที่ต้องหูไวตาไวมากเป็นพิเศษในช่วงแรกๆ แต่หลังจากนั้นก็ยังได้คุยกับคนไทยบ้าง (เพื่อนๆที่ไปด้วยกัน) มันก็เลยรู้สึกเหมือนมาเที่ยวซะมากกว่า..

 

พอมาถึงก็มีคนของทางโครงการแลกเปลี่ยนมารับ พอเดินออกจากประตูสนามบินนี่เหมือนเดินผ่านม่านพลังหรือบาเรียอะไรซักอย่างอ่ะ มันรู้สึกถึงไอเย็นมาปะทะเต็มๆ หุหุ บางคนอาจจะคิดว่าเราเพ้อ แต่มันเป็นไปแล้วจริงๆ เราถ่ายรูปกันนิดหน่อยหน้าสนามบิน หลังจากนั้นก็ขนของขึ้นรถบัสกัน ไม่มีคนคอยช่วยเหมือนที่เมืองไทย ถือว่าของของใครก็รับผิดชอบกันเอง



รถบัสเคลื่อนตัวออกนอกเขตสนามบิน แล่นไปตามถนนสายเล็กๆ มีฟาร์มกับเนินหญ้าเขียวชอุ่มกว้างสุดลูกหูลูกตา น่าลงไปวิ่งเล่นมากๆ สีแดงสดกับสีเหลืองของตัวบ้านไม้และโรงนาแต่ละหลังตัดกับสีเขียวของหญ้าและท้องฟ้าแต่ดูเหมาะเจาะลงตัว รั้วไม้ถูกทำขึ้นกั้นเป็นคอกม้า มีวัวพันธุ์ดีทั้งสีดำ น้ำตาล และสีขาวเล็มหญ้าอยู่ในเขตเชือกกั้น สักพัก เราก็เข้าสู่ย่านที่พักอาศัย



จากฟาร์มก็เปลี่ยนมาเป็นบ้านหลังใหญ่ มีสวนเล็กๆ รอบรอบบ้านให้เด็กๆ ได้วิ่งเล่นสนุก เกือบทุกบ้านจะมีแทมโบลีนไม่ขนาดใหญ่ก็เล็กไว้ให้เด็กๆ กระโดดเล่น ไม้ดอกเล็กๆ ที่ปลูกเรียงรายไว้ตามทางเดินไปจนถึงประตูบ้าน แม้กระทั่งริมหน้าต่างต่างแข่งกันบานรับแสงอาทิตย์ปลายฤดูร้อนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย



และแล้วรถบัสก็พาเรามาถึงที่พักชั่วคราว.. มันเป็นตึกไม้สีขาว มีสองอาคารหลักเป็นเอกเทศน์กัน อาคารแรกวางหันหน้าไปทางทิศใต้และอ้อมไปทางทิศตะวันออก ใช้เป็นสำนักงาน ส่วนอีกอาคารหนึ่งเป็นตึกนอน วางขนานฝั่งทิศตะวันตก ระหว่างตึกถูกเว้นที่ไว้เป็นลานกรวดและลานหญ้าเล็กๆ มีโกล์ฟุตบอลขนาดเล็กและตาข่ายสำหรับเล่นวอลเล่ย์บอลขึงค้างเอาไว้ ข้างๆ ลานว่างมีเก้าอี้และโต๊ะไม้สไตล์ยุโรปวางห่างกันเป็นระยะๆ



ด้านหน้าที่พักเป็นเนินหญ้าน่านอนกลิ้งไปมาเหมือนที่เรานั่งรถผ่านตอนออกจากสนามบิน มีเสาธงสามเหลี่ยมลายคล้ายธงไทย แต่แถบสีแดงจะใหญ่กว่า และแถบสีน้ำเงินจะเล็กมากๆ อาคารสำนักงานดูเก่าและทรุดโทรมมากกว่าตึกนอน จนทุกคนลงความเห็นว่าจะไม่มาเดินใกล้ๆ อาคารนี้หลังฟ้ามืด เพราะมันดูเหมือนบ้านผีสิงเลย ส่วนด้านหลังที่พักจะเป็นทุ่งดอกไม้ เดินลงเนินไปจะเป็นแม่น้ำที่นานๆ จะเห็นคนเล่นสกีน้ำผ่านไปผ่านมา



ยังไม่มีคนอื่นมา เจ้าหน้าที่โครงการหรือเราเรียกว่าลีดเดอร์บอกว่า นร.จากประเทศอื่นจะมาถึงกันวันพรุ่งนี้ นั่นคือ.. เรามีเวลาส่วนตัวหนึ่งวันเต็มๆ กับวันแรกในประเทศอุปถัมภ์



ทุกคนขนของลงจากรถบัสขึ้นไปบนตึกนอน ซึ่งแบ่งโซนผู้ชายผู้หญิง แต่ละคนนอนกับรูมเมทจัดห้องตามเลขประจำตัว จัดของในห้องเสร็จแล้วก็ลงไปทานอาหารชั้นใต้ดิน เป็นขนมปังธัญพืชสีน้ำตาลขอบแข็งๆ ชีส แฮม แยมสตรอเบอร์รี่ ปลากระป๋อง มายองเนส(?) คาเวียในหลอดคล้ายๆ ยาสีฟัน ตับบดกระป๋อง กับชีสนมแพะสีน้ำตาล กินอิ่มมากๆ เลย หลังจากนั้นเราก็ไปที่ลานว่าง เล่นเกมไร้สาระแต่ฆ่าเวลาได้ดีไปสองสามเกมทุกคนก็เปลี่ยนมานั่งเล่าประวัติตัวเองกันแทน



ถึงเวลาอาหารเย็น วันนี้มีสตูว์ สลัดผัก กับข้าว!!!! แต่เป็นข้าวแบบที่ไม่ใช่ข้าว.. งงใช่ไหม ข้าวที่เราได้กินไม่ได้ให้ความรู้สึกเป็นข้าวอย่างที่เคยกินเลย มันแข็งและแห้ง เหมือนกินเมล็ดผักก็ไม่ปาน แต่ก็ไม่ได้ทรมานถึงขนาดอาเจียนนะ รสชาติก็ใช้ได้ ไม่เลี่ยน ทานเสร็จเหลือบดูนาฬิกา นี่มันสามทุ่มแล้วนี่นา ท้องฟ้ายังเหมือนห้าโมงเย็นบ้านเราอยู่เลย หุหุ วันนี้จะเห็นพระอาทิตย์ตกตอนกี่โมงกันนะ.. ไม่นานทุกคนลงความเห็นว่ายังไม่อยากนอน เราเลยเดินไปตรงเนินหญ้าหน้าที่พัก นอนกลิ้งไปมาและถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน ฟังเรื่องชีวิตนร.แลกเปลี่ยนของลีดเดอร์ หลังจากนั้นก็ไปอาบน้ำกันเพราะแต่ละคนมีหญ้าเต็มตัวไปหมด



คืนนั้นก็ไม่ได้ทำอะไรมาก พอฟ้ามืดเราทุกคนก็นั่งคุยกันในห้องเดียวกันจนดึกไม่ก็เล่นไพ่โดยไม่สนว่ามันจะเขตผู้ชายเขตผู้หญิง มันเป็นคืนที่หนาวมากถึงขนาดเปิดหน้าต่างแล้วขนลุกซู่ทันที ฉันยังนึกภาพไม่ออกว่าถ้าเราออกไปเดินแถวๆ "อาคารผีสิง" จะรู้สึกอย่างไร คงน่ากลัวพิลึก



ตื่นมาตอนเช้า อาหารก็เหมือนครั้งแรกที่ทาน แต่ก็มีคุ้กกี้กับผลไม้มาเพิ่ม แล้วก็เก็บเครื่องนอนกับกระเป๋าเดินทางไปรวมกันที่ห้องยิมที่ชั้นล่าง กว้างจุคนได้สามร้อยสี่ร้อยคนอย่างสบายๆ ใช้เป็นห้องแสดงกับห้องประชุมได้ด้วย มีแป้นบาส เวที ม่านบังตา กับแกรนด์เปียโนตัวใหญ่ รวมถึงกระจกติดข้างฝาไว้ซ้อมเต้น เราเล่นเกมไร้สาระอีกนิดหน่อย แล้วเปลี่ยนมาเรียนภาษาเบื้องต้นอย่างสวัสดีดอกไม้ สวัสดีพระอาทิตย์ แทน



เริ่มจะสายเราก็มานั่งเล่นนอนเล่นข้างนอกเพราะไม่มีอะไรทำ สักพักก็ถ่ายรูปที่ลานกว้าง เดินลงไปริมแม่น้ำแล้วก็กลับขึ้นมานั่งที่เนินหญ้าด้านหน้า ไม่นานนักนร.ประเทศอื่นก็นั่งรถบัสมาถึง เขาขนของเข้าไปรวมกันในห้องยิม แล้วพวกเราก็เริ่มทำความรู้จักกัน ฉันได้รู้จักจูเลียจากอเมริกา เล่นเปียโนเก่งมาก เราก็ผลัดกันเล่นให้กันและกันฟังในห้องนั่งเล่นหน้าบันไดของตึกนอน เธอบอกให้ฉันเล่นคอร์ด และเสียงเบส ส่วนเธอจะเล่นเมโลดี้ ฉันอยากรู้ว่าเธอเก่งซักแค่ไหน เลยใส่ไปไม่ยั้งมือเลย เหมือนเธอจะรู้ ฉันก็โดนเล่นสวนกลับมาเต็มๆ เหมือนกัน เพลงนั้นจบลงด้วยการหอบทั้งคู่ แล้วเสียงปรบมือจากคนฟังรอบๆ ก็ดังขึ้น ไม่รู้มาฟังกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ฉันเผลอหลุดไปโลกส่วนตัวหรอเนี่ย เราแลกของที่ระลึกกัน ฉันได้โปสการ์ดเกาะวอชิงตันจากเธอ แล้วก็ให้พวกกุญแจรูปตุ๊กตาชาวเขากับที่คั่นหนังสือแฮนด์เมดกับเธอ



หลังจากนั้นก็เป็นดินเนอร์บาร์บีคิว ตั้งเตาย่างไส้กรอกกันตรงลานกว้าง ตอนนี้คนเยอะมากๆ บางคนก็ไปเตะบอล บางคนก็นั่งเมาท์กัน แต่ฉันสนใจไส้กรอกตรงหน้ามากกว่า ไหม้หน่อยๆ กินกับแผ่นแป้งบางๆ คล้ายแป้งโรตี ราดด้วยซอสมะเขือเทศ มายองเนส กับอะไรไม่ทราบหน้าตากับรสชาติคล้ายๆ กระเทียมเจียวเกรียมๆ อร่อยดีแฮะ แต่ทานไปไม่เยอะ เพราะเบื่อ เลยลงไปเอาผลไม้ในห้องอาหารมาทานแทน



ก่อนจะย้ายไปอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ นร.แลกเปลี่ยนจะต้องเข้าค่ายหลังมาถึงประเทศอุปถัมภ์ โดยจะแยกตามเขตที่อยู่ของครอบครัวอุปถัมภ์แต่ละครอบครัว ตอนนี้รถบัสที่จะแยกนักเรียนมาจอดรออยู่แล้ว ฉันได้อยู่แคมป์หนึ่ง (เขตหนึ่ง) เพราะอยู่ออสโล (เด็กเมืองหลวงว่างั้นเหอะ) เสียใจหน่อยๆ ที่ต้องแยกจากเพื่อนแล้ว มีกันอยู่ไม่ถึงยี่สิบคน เฮ้อ.. เด็กไทยไม่ทำอะไรเลยหลังจากดินเนอร์เพราะมัวแต่ถ่ายรูปกลุ่ม ถ่ายรูปคู่ และร่ำลาเพื่อนๆ ในเรือลำเดียวกันที่จะไม่ได้เจอกันอีกนาน จนมืด มีมินิคอนเสิร์ตของนร.จากบราซิล แนวเพลงแปลกหู ฟังง่าย คนเล่นหน้าเหมือนคุณทัมนัสจากหนังเรื่องนาร์เนียเลย (ต่อมาทุกคนเรียกเขาว่าพี่แพะ เพราะคุณทัมนัสเป็นครึ่งคนครึ่งแพะ ถ้าเขารู้ทีหลังจะบาปไหมเนี่ย)



รถบัสแคมป์ต่างๆ ทยอยกันเดินทางออกไปจากที่พักชั่วคราวนี้รวมถึงของฉันด้วย เสียดายที่ยังไม่ได้ลาให้ครบทุกคนนะ ขอโทษจริงๆ เลย ฉันนั่งรถบัสแบบไม่กล้าหลับ เพราะข้างๆ เป็นเด็กผู้ชายสูงอย่างกะเสาไฟฟ้าแรงเยอะ (มั้ง?) ฉันก็กลัวไปเรื่อย นึกภาพหลอนๆ อย่างมันตื่นขึ้นมาเอาปืนจ่อหัวฉันแล้วลั่นเปรี้ยง เฮ้อ.. จิตหน่อยๆ แฮะเรา ตอนนั้นห้าทุ่มกว่า จะเที่ยงคืนแล้ว แต่ไอ้ภาพหลอนๆ นี่ทำฉันงีบไม่ได้ กว่าจะถึงที่หมายก็ตีสาม skjeberg เมืองข้างๆ ออสโล เราเข้าไปรวมในตึก ฟังลีดเดอร์พูดภาษานอร์เวย์อันน่าเบื่อหน่ายเพราะไม่มีใครฟังรู้เรื่อง เธอเลยเปลี่ยนมาพูดอังกฤษ ฉันก็ยังฟังไม่รู้เรื่องเหมือนเดิมเพราะมัวแต่ฝืนลืมตาตลอดเวลา คร่าวๆ ว่าอาหารเช้าแปดโมง พอเลิกประชุมเลยรีบขนกระเป๋าเดินทางหนีความหนาวเข้าห้องพักที่อีกตึกนึง แล้วนอนเลย ไม่แม้แต่ทักทายรูมเมท เฮ้อ.. ก็มันเหนื่อยจริงๆ นี่นะ



... to be continued ...